กระโดดน้ำ เป็นหนึ่งในกีฬาที่อยู่เคียงคู่กับมหกรรมกีฬาโอลิมปิกมาอย่างยาวนาน

ซึ่งนับจนถึงทุกวันนี้ ก็เป็นเวลากว่า 117 ปีแล้วด้วยกันด้วยความที่เป็นกีฬาอันผสมผสานระหว่างความงดงามของท่าทาง ควบคู่ไปกับความแข็งแกร่งของร่างกาย ในการลงสู่ผิวน้ำให้ได้เงียบและมีน้ำกระเซ็นให้น้อยที่สุด นี่จึงเป็นชนิดกีฬาที่ผู้คนทั่วทั้งโลก ต่างเฝ้าจับตามอง และร่วมลุ้นร่วมเชียร์กันมาตลอด แต่ในระหว่างการทำท่าทางต่าง ๆ กลางอากาศ ไปจนถึงจังหวะมุดลงสู่ผืนน้ำ

ที่เกิดขึ้นในระยะเวลาไม่ถึง 2 วินาทีนี้ มันเกิดอะไรขึ้นกับนักกระโดดน้ำกันบ้าง ? มาหาคำตอบไปพร้อมกัน.กระโดดอย่างไร? สำหรับนักกระโดดน้ำ พวกเขามีสองทางเลือกหลัก ๆ ในการออกตัว ระหว่างออกตัววิ่ง หรือแบบอยู่กับที่ ซึ่งแบ่งเป็นท่าการยืนตรง กับท่าออกตัวแบบกลับหัว ที่จะใช้แขนรับน้ำหนักตัวแทน โดยยิ่งมีความท้าทายในการแสดงมาก ก็จะยิ่งมีคะแนนที่ถูกนำไปคูณเพิ่มขึ้นนั่นเอง การออกตัวถือเป็นช่วงเวลาที่สำคัญมาก เพราะนั่นคือจุดที่กำหนดเลยว่า การกระโดดดังกล่าวจะสมบูรณ์แบบหรือไม่ และสิ่งเหล่านี้ถ้าเกิดคำนวณพลาดไปในระหว่างออกตัวแล้วนั้น จะไม่สามารถปรับเปลี่ยนระหว่างอยู่กลางอากาศได้เลย สิ่งที่เกิดขึ้นในทันทีที่นักกระโดดน้ำเทคตัวออกมา คือแรงที่เขากระทำกับตัวแท่นกระโดดดังกล่าว จะช่วยในการส่งให้นักกระโดดน้ำออกตัวจากบอร์ด เพื่อสามารถทำท่าทางต่าง ๆ ได้ ตามกฎข้อที่สามของนิวตัน

ufabet

ซึ่งระบุว่า “แรงที่วัตถุหนึ่งกระทำกับอีกวัตถุหนึ่ง ย่อมเท่ากับแรงที่อีกวัตถุหนึ่งกระทำต่อวัตถุหนึ่ง

ในทิศทางตรงข้ามกัน” อย่างไรก็ตาม เนื่องจากการกระโดดน้ำมักถูกแบ่งเป็นสองระดับความสูง คือ 3 กับ 10 เมตร เทคนิคที่ถูกใช้ในการออกตัวจึงมีข้อแตกต่างกันเล็กน้อย โดยสำหรับความสูง 3 เมตร ที่มักใช้สปริงบอร์ดเพื่อออกตัว นักกระโดดน้ำจะต้องคำนึงถึงการทำโมเมนตัมเชิงเส้นในแนวดิ่งมากกว่า เพื่อให้สามารถมีเวลาทำท่าทางที่ต้องการได้พอดี

ก่อนที่ร่างกายของพวกเขาจะสัมผัสกับผิวน้ำเบื้องล่าง ส่วนของระยะความสูง 10 เมตร ที่มักเป็นแพลตฟอร์มคอนกรีตในการออกตัว เรื่องของความสูงอาจไม่ใช่ปัจจัยที่ต้องกังวลมากนัก แต่การออกแรงส่งให้ร่างกายของนักกระโดดน้ำเหล่านี้ มีระยะพ้นจากแท่นออกตัว และมีโมเมนตัมเชิงมุมที่เพียงพอในการทำท่าทางกลางอากาศ ก็ยังคงเป็นสิ่งที่จำเป็นกับทั้งสองระยะอยู่เหมือนกัน หลังจากอยู่กลางอากาศแล้ว ตำแหน่งที่มักถูกใช้โดยนักกระโดดน้ำนั้น จะแบ่งเป็น 3 แบบหลัก ๆ คือแบบ Straight ที่ร่างกายของนักกีฬาจะยืดออกตรง แบบ Pike ที่ร่างกายจะยังคงยืดตรงอยู่ แต่มีการเก็บขาแนบเข้าหาลำตัว และแบบ Tuck ที่จะงอส่วนหัวเข่า เพื่อเก็บร่างกายช่วงล่างเข้าหาลำตัว สำหรับตำแหน่งแบบ Tuck นักกระโดดน้ำจะสามารถควบคุมโมเมนตัมเชิงมุมได้มากที่สุด นั่นคือจะมีการหมุนตัวกี่รอบ ด้วยความเร็วเท่าไหร่ ก่อนที่จะต้องจัดระเบียบร่างกายให้เข้ากระทบกับผิวน้ำ ต่อด้วยตำแหน่ง Pike และ Straight ที่จะค่อย ๆ เพิ่มระดับคะแนนที่ได้ขึ้นไปจากแบบแรก

เนื่องจากรัศมีในการหมุนของร่างกายที่เพิ่มขึ้น ซึ่งส่งผลให้การควบคุมการหมุนตัวเพื่อทำท่าทางนั้น มีความท้าทายมากกว่าแบบ Tuck นั่นเองในส่วนนี้ นักกระโดดน้ำจะต้องเลือกต่อด้วยเช่นกัน ว่าพวกเขาจะมีการทำท่าอะไรบ้าง เช่น Somersaults หรือการหมุนตัวตีลังกา Twists หรือการบิดตัว ว่าจะต้องทำกี่ท่า ท่าละกี่ครั้ง

อ่านข่าวอื่นที่น่าสนใจ คลิ๊ก whiteheadscutlery.com สนับสนุนข่าวดีดี โดย ufabet